Ferrarisportscar

ในวงการรถยนต์ไม่ว่าจะเป็นคนที่สนใจหรือไม่สนใจก็ตามแต่ชื่อของ Ferrari จะต้องเป็นชื่อซึ่งทุกคนรู้จักอย่างแน่นอน ใครที่บอกว่าไม่เคยรู้จักรถยี่ห้อเฟอร์รารี่เลยคงแทบเป็นไปไมได้ ด้วยความสวยงามของตัวรถ การออกแบบสุดเท่ ความแรงเหนือคำบรรยาย นี่คือรถสปอร์ตในฝันของหนุ่มๆ จำนวนไม่น้อยบนโลกใบนี้และยังเป็นแบรนด์รถในฝันของบรรดานักแต่งรถทั้งหลายอีกด้วย หากใครได้มีโอกาสครอบครองสักคันคงมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว

สุดยอดแบรนด์ในฝันของนักแต่งรถ Ferrari

Ferrari เป็นแบรนด์รถสปอร์ตสุดหรูจากเมืองมาราเนลโล ประเทศอิตาลี เริ่มต้นดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 1929 โดยเอ็นโซ เฟอร์รารี่เป็นผู้ดำเนินการก่อตั้งขึ้นมา จุดเริ่มอันแท้จริงของการสร้างเฟอร์รารี่ในช่วงแรกเพียงเพื่อการเป็นทีมแข่งรถให้กับอัลฟาโรเมโอ มีชื่อว่า สคูเดอเรีย เฟอร์รารี่ เมื่อครั้งตอนทำงานให้กับอัลฟาโรเมโอ ตัวของเอ็นโซ่เองมีหน้าที่หลายด้านไม่ว่าจะเป็นนักแข่งรถ วิศวกรทำรถ กระทั่งมาจนถึงปี 1947 รถยนต์ที่เป็นชื่อของเฟอร์รารี่รุ่นแรกได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นทางการมีชื่อรุ่นว่า 125 S ก่อนที่รถสปอร์ตของเฟอร์รารี่จะค่อยๆ โด่งดังขึ้นและประสบความสำเร็จอย่างสูงจนกลายเป็นแบรนด์รถสปอร์ตที่คนทั่วโลกรู้จัก มีการวางจำหน่ายรถจากแบรนด์นี้ไปทั่วโลก สีแดงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเฟอร์รารี่นอกจากนี้ยังจัดได้ว่าเป็นค่ายรถยนต์ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดในการแข่งขันฟอร์มูล่าวันด้วย ทุกวันนี้แบรนด์เฟอร์รารี่เองกลายเป็นคำนิยามแห่งความเร็ว ความร่ำรวย ความหรูหรา ซึ่งคนไทยเองเมื่อได้รู้จักกับเฟอร์รารี่ก็มีการตั้งฉายาให้อย่างเท่ว่า ม้าลำพอง ทุกวันนี้เฟอร์รารี่ได้ออกรถสวยๆ รุ่นโดนใจมามากมายจนบรรดานักแต่งรถเองมักมีความฝันว่าสักวันหนึ่งอยากขอเป็นเจ้าของเฟอร์รี่รี่สักคันก็ยังีจะได้นำเอามาแต่งให้แรงสุดๆ สวยบาดใจไปเลย

เมื่อพูดถึงรุ่นของรถเฟอร์รารี่ดังๆ ก็มีอยู่ด้วยกันหลายรุ่นยกตัวอย่างเช่น เฟอร์รารี่ เอฟ430 เป็นประเภทรถคูเป้/โรสเตอร์, เฟอร์รารี่ 458 อิตาเลีย เป็นประเภทรถสปอร์ต, เฟอร์รารี่ 488 จีทีบี/488 สไปเดอร์ ประเภทรถสปอร์ต, เฟอร์รารี่ 250 GTO ประเภทรถสปอร์ต, เฟอร์รารี่ เอ็นโซ่ ประเภทเบอร์ลิเนตต้า หรือ คูเป้, เฟอร์รารี่ FXX ประเภทรถแข่งแทร็คคาร์ เป็นต้น ถือว่าเป็นแบรนด์รถผู้เกิดมาเพื่อประสบความสำเร็จและโด่งดังไปทั่วโลกมาจนกระทั่งทุกวันนี้

brandcar

ในปี 2018 นี้ต้องยอมรับว่าเป็นอีกปีที่ค่ายรถยนต์ผู้เข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยเตรียมจะเปิดตัวรถยนต์โฉมใหม่ให้ได้สะเทือนเงินในกระเป๋ากันอีกครั้ง จะว่าไปแต่ละปีเองก็มีการทำรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ออกมาแข่งกันมากมายจนแทบจะบอกได้ว่ารถที่เราพึ่งซื้อไปนั้นพอผ่านเวลาไปไม่กี่ปีก็กลายเป็นรุ่นเก่าเสียแล้ว ลองมาดูว่าในปี 2018 นี้ค่ายรถที่ได้รับความนิยมต่างๆ ในประเทศไทยมีค่ายไหนเตรียมตัวออกรถรุ่นใหม่น่าสนใจกันบ้าง

ค่ายรถที่ได้รับความนิยมในประเทศไทยปี 2018 กับรถรุ่นใหม่เตรียมออกวางจำหน่าย

  1. Honda – เริ่มต้นด้วยค่ายรถยนต์ยอดนิยมของประเทศไทยอย่างฮอนด้าซึ่งเมื่อปีที่แล้วได้มีการออกรถรุ่นใหม่พร้อมปรับโฉมรถอีกหลายๆ รุ่นได้อย่างน่าสนใจมาปีนี้ฮอนด้าเองก็ยังคงเดินหน้าสร้างความแปลกใหม่อย่างต่อเนื่องซึ่งคาดว่าน่าจะถึงคราวของ Honda CR-V รุ่นปรับโฉมใหม่กันบ้าง ขณะเดียวกัน Honda Accord ก็มีการเปิดตัวโฉมใหม่ในสหรัฐฯ ไปเป็นที่เรียบร้อยแต่เมืองไทยยังคงเงียบๆ กันอยู่
  2. Ford – แม้ช่วงปีที่ผ่านมาจะมีข่าวไม่ค่อยสู้ดีนักเกี่ยวกับรถประเภทซีดานของฟอร์ดแต่ในส่วนของรถกระบะต้องการันตีว่าฟอร์ดยังเป็นเบอร์ต้นๆ ของเมืองไทยแบบปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งได้มีการเผยโฉมรถกระบะรุ่นใหม่อย่าง Ford Ranger Raptor กันไปเรียบร้อย จุดเด่นของกระบะสไตล์เรนเจอร์ก็คือเครื่องยนต์ดีเซลเทอร์โบคู่ 0 ลิตร ในตระกูล Ford EcoBlue ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย
  3. Isuzu – พึ่งผ่านพ้นวาระการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 60 ปีหมาดๆ สำหรับค่ายรถกระบะยี่ห้อดังอย่างอีซุสุ ในปีนี้ยังคงเดินหน้าสานต่อความสำเร็จแบบต่อเนื่องกับการเตรียมส่งรถกระบะ 2 รุ่นคือ Isuzu D-Max Blue Power รุ่น X-Series มีการตกแต่งจากโรงงานกับรุ่น Spark ตอนเดียว 9 Ddi Blue Power พร้อมอัตราทดใหม่เกียร์ธรรมดา 6 สปีด
  4. Mazda – แม้ช่วงปลายปีที่แล้วค่ายรถยนต์ชื่อดังจะพึ่งส่งรถอเนกประสงค์อย่าง Mazda CX-5 ออกวางตลาดหมาดๆ แต่ก็มีการวิเคราะห์กันถึงปี 2018 ที่มาสด้าน่าจะส่ง Mazda CX-8 มาให้แฟนๆ ได้ยลโฉมกันเพราะรถรุ่นนี้เปิดตัวในญี่ปุ่นไปเรียบร้อย มีเบาะ 3 แถว ขนาดรถใหญ่กว่าเดิม ซึ่งต้องอลุ้นว่าจะเข้าเมืองไทยหรือไม่
  5. Mitsubishi – คาดกันว่าปี 2018 นี้มิตซูบิชิน่าจะถึงเวลาในการปล่อย Mitsubishi Xpander รถอเนกประสงค์แบบ 7 ที่นั่งออกมาให้ได้เจอกันเสียที ถือว่าแค่ภาพก็ค่อนข้างได้รับความชื่นชมอย่างมากเลยต้องรอดูต่อไปว่าเมื่อออกมาจริงๆ แล้วจะสวนเหมือนกับตอนโฆษณาหรือไม่ในเครือมิตซูบิชิ

สืบเนื่องจากนโยบายรถครั้งแรกส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์เพิ่มมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาถึง 11.51% หรือมีจำนวนรถยนต์ที่ถูกผลิตออกมาถึง 138,237 คัน จึงทำให้ในปัจจุบันมีรถวิ่งอยู่เต็มท้องถนน เฉลี่ยแล้วจะมีรถยนต์วิ่งอยู่บนถนนเพิ่มมากขึ้นถึงวันละ 1,200 คัน/วัน ซึ่งจากปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้นทำให้เกิดผลกระทบในหลายๆด้าน อาทิเช่นปัญหาเรื่องมลภาวะเป็นพิษ, ปัญหารถล้นตลาด , ปัญหาน้ำมันไม่เพียงพอต่อการใช้งงาน และปัญหาที่หนักสุดๆก็คือปัญหาการจราจรติดขัด

ซึ่งปัญหาด้านการจราจรถือได้ว่าเป็นปัญหาระดับชาติที่ไม่ว่ารัฐบาลกี่ยุคกี่สมัยพยายามผลักดันแก้ไขปัญหาด้วยการชูนโยบายแก้ปัญหารถติดก็ไม่สามารถทำให้เห็นผลได้อย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลบ่อยครั้ง จึงทำให้การแก้ไขปัญหานี้ไม่สำเร็จตามเป้าหมายเสียที

นักวิชาการหลายท่านได้ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุด้านการจราจรพบว่าปัญหารถติดเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น เรื่องของฝนตกหนัก, การดำเนินการก่อสร้างรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดินในหบายจุดรอบกรุง แต่มีอีกหนึ่งปัจจัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมามากที่สุด นั่นก็คือ การเพิ่มขึ้นของจำนวนรถยนต์ในเขตพื้นที่กรุงเทพฯที่นับวันยิ่งทวีคูณเพิ่มมากขึ้นจนมีสต๊อครถล้นตลาด

จากข้อมูลสถิติของกระทรวงคมนาคมพบว่า ปริมาณรถยนต์จดทะเบียนสะสมเฉพาะกรุงเทพมหานคร (ข้อมูล ณ.วันที่ 31 สิงหาคม 2555) มีจำนวนทั้งสิ้น 7,251,1999 คัน ซึ่งจะเป็นรถยนต์นั่งส่วนบุคลมากที่สุด โดยเมื่อนำข้อมูลมาเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาพบว่า ในปีนี้มีอัตราการจดทะเบียนสูงถึงเดือนละประมาณ 50,000 คัน ในขณะที่ปีที่แล้วจะเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 20,000 – 30,000 คัน เมื่อมาดูจำนวนถนนที่มีความยาว 8,000 กิโลเมตรจะสามารถรองรับรถยนต์ได้เพียง 1,600,000 คัน แต่จำนวนรถที่วิ่งอยู่บนถนนมีมากถึง 7,000,000 คัน

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าเพราะสาเหตุใดถึงทำให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดทั่วทุกมุมถนน เพราะจำนวนรถยนต์มีมากกว่าถนนนั่นเอง หากจะลองแก้ปัญหาด้วยการสร้างถนนเพิ่มขึ้น ส่วนการผลิตรถยนต์ก็ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นเดิม ก็จัดได้ว่าเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุดเท่าไหร่นัก

แต่ถ้าลองจำกัดจำนวนการผลิตให้อยู่ในปริมาณที่พอดี และเร่งจัดการรถเก่าที่หมดอายุการใช้งานเพื่อให้ปริมาณรถมีความสอดคล้องกับความต้องการจริง ไม่แน่ว่าอาจจะช่วยแก้ปัญหาได้บางส่วน ซึ่งการแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยทั้งภาครัฐและเอกชนเข้ามาร่วมมือแก้ปัญหากันอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศของเราหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ที่ว่าเป็นเมืองที่ติดอันดับรถติดมากที่สุดในโลกอีกด้วยคะ

เริ่มต้นปี 2017 มาเยือน ค่ายรถหรูต่าง ๆ ก็แข่งขันกันนำเสนอรถหรูหลากสไตล์สำหรับผู้นิยมชมชอบในความเร็วภายในรถยนต์หรูดูดีระดับโกลด์คลาส ซึ่งแน่นอนว่าสมรรถนะเยี่ยมยอด ภายในเลิศหรู เรื่องราคาก็ไม่ต้องห่วงว่ากันระดับแปดหลักขึ้นไปเลยทีเดียว วันนี้ เรามีสุดยอดรถหรูแห่งปี 2017 มาฝากกันค่ะ

  1. ค่าย Mercedes Benz รุ่น G650 Landaulet

เรียกได้ว่าเปิดตัวมาอย่างอลังการและสนนราคาอยู่ในระดับท็อปของปีเลยก็ว่าได้ โดยเปิดตัว G650 Landaulet  เพียง 99 คันเท่านั้น ด้วยเครื่องยนต์รุ่น V12 biturbo ซึ่งมีกำลังขับเคลื่อนถึง 630 แรงม้า เป็นรถ SUV สไตล์ออฟโร้ดพร้อมลุยที่มีความสูงจากพื้น 2 ฟุต แต่ภายในยังคงความหรูหราสไตล์เบ๊นซ์ไว้เช่นเคย ทั้งบริเวณภายในที่ทำออกมาคล้ายลีมูซีนที่มีกระจกติดระหว่างคนขับกับคนนั่งด้านหลัง นอกจากนั้นเบาะนั่งยังสามารถนวดอัตโนมัติได้ด้วย ส่วนเรื่องราคานั้นอยู่ที่ 23.3 ล้านบาท ถึงจะแพงแสนแพงสำหรับปุถุชนคนธรรมดาอย่างเรา แต่ระดับเศรษฐีนักซิ่งผู้นิยมชมชอบในรถหรูได้ทำการจองรถรุ่นนี้ไปหมดแล้ว

  1. ค่าย Lamborghini รุ่น Aventador S

รถสปอร์ตที่มีความเพรียวแกร่งสวยงามคลาสสิคเฉพาะตัวตามแบบฉบับแลมโบกินี่ ได้เปิดตัวรถสปอร์ตรุ่น Aventador S เครื่องยนต์ V12 ที่มีความแรงในการขับเคลื่อนถึง 730 แรงม้า ที่สำคัญสามารถเหยียบทำความเร็วได้ถึง 217 ไมล์ต่อชั่วโมงกันเลยทีเดียว สนนราคาอยู่ที่ 14.7 ล้านบาท

  1. ค่าย Ferrari รุ่น 812 Superfast

รถสปอร์ตคลาสสิคสายพันธุ์อิตาเลี่ยนก็ได้ทำการเปิดตัวสปอร์ตตัวใหม่รุ่น 812 Superfast  ที่มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 ที่มีความแรงในการขับเคลื่อนถึง 780 แรงม้า และสามารถเร่งเครื่องทำความเร็วได้ถึง 211 ไมล์ต่อชั่วโมง ที่สำคัญสามารถสปีดความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยใช้ระยะเวลาเพียง 2.9 วินาทีเท่านั้น สำหรับความแรงและคลาสสิคระดับนี้อยู่ที่ราคา 11.2 ล้านบาท

  1. ค่าย Rolls-Royce รุ่น Ghost

อีกหนึ่งรถหรูอมตะที่เป็นที่นิยมสะสมของผู้ร่ำรวยและชื่นชอบในความคลาสสิคของค่าย Rolls-Royce ซึ่งได้เปิดตัวรถหรูตามแบบฉบับ Rolls-Royce รุ่น Ghost ซึ่งนอกจากสมรรถนะในการขับเคลื่อนที่ยอดเยี่ยมและภายในหรูหราแล้ว ความพิเศษมากกว่านั้นคือสีเคลือบรถจะมีส่วนผสมของเพชรอยู่ด้วยถึง 1,000 เม็ด เรียกได้ว่างดงามอลังการเหนือชั้นเลยทีเดียว ความหรูหราระดับนี้มากับราคา 10.5 ล้านบาท ทันทีที่เปิดตัวก็โดนจับจองหมดเป็นที่เรียบร้อย

  1. ค่าย McLaren รุ่น 720S

รถสปอร์ตสุดชิกตามสไตล์ McLaren ได้เปิดตัวสปอร์ตรุ่น 720S นอกจากดีไซน์สุดเท่ห์ตามแบบฉบับ McLaren ก็ยังมาพร้อมกับความแรงด้วยเครื่องยนต์ V8 ความแรงในการขับเคลื่อน 710 แรงม้า เหยียบแรงได้ถึง 212 ไมล์ต่อชั่วโมง สามารถสปีดความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงโดยใช้ระยะเวลาเพียง 2.8 วินาทีเท่านั้น แถมยังมีการออกแบบไฟหน้าที่ไม่เหมือนใครเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า eye sockets ที่สามารถระบายความร้อนของเครื่องยนต์ได้ด้วย คุณสมบัติแบบนี้มาพร้อมกับราคา 10.1 ล้านบาท

 

 

เรียกได้ว่าทุกรุ่นหรูหราเหนือระดับเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะขับรถแพงแค่ไหนอุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกครั้งที่ขับรถอย่าลืมตั้งสติก่อนสตาร์ทอย่าประมาทกันนะคะ

เรื่องของการใช้รถยนต์ในปัจจุบันนี้ดูเหมือนจะเป็นของที่อยู่คู่กับทุกๆ คนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เอาเป็นว่าในสังคมเมืองปกติของทุกประเทศ 1 ครอบครัวอย่างน้อยๆ ที่สุดจะต้องมีรถยนต์เอาไว้ใช้ในการทำสิ่งต่างๆ 1 คัน และยังไม่รวมถึงคนที่มีฐานะหรือว่าคนที่ต้องการใช้รถยนต์เฉพาะของตัวเองอีก มันจึงทำให้ยอดขายรถยนต์ของแต่ละยี่ห้อนั้นเบียดกันมาแบบสุดๆ ซึ่งตรงจุดนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความพึงพอใจในการใช้งานของลูกค้า คุณภาพของรถยนต์ การให้บริการในด้านต่างๆ ราคาที่น่าพึงพอใจ และการโฆษณาที่น่าสนใจพร้อมแคมเปญดีๆ ด้วย จึงไม่แปลกที่การแข่งขันในตลาดรถยนต์ทุกวันนี้ถึงได้สูงขึ้นเรื่อยๆ

แน่นอนว่ายี่ห้อของรถยนต์ที่เรารู้จักเองก็มีอยู่ด้วยกันมากมาย ซึ่งแต่ละยี่ห้อนั้นก็จะมีข้อดีที่แตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเลือกซื้อของแต่ละคนว่าอยากได้ยี่ห้อไหนมากที่สุด อย่างไรก็ตามหลังจากได้มีการสรุปยอดขายรถยนต์ประจำปี 2016 จากทั่วทั้งโลกผลปรากฏว่า Volkswagen ก็สามารถที่จะก้าวขึ้นมาเป็นยี่ห้อรถยนต์ที่ยอดการซื้อสูงที่สุดในโลก แม้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาจะเคยมีข่าวไม่ค่อยสู้ดีนักเกี่ยวกับเรื่องของการโกงผลทดสอบมลพิษในน้ำมันก็ตาม โดยพวกเขาสามารถที่จะแซงหน้าแชมป์เก่ายี่ห้อดังจากญี่ปุ่นอย่าง Toyota ไปได้ จากสถิติระบุว่าในปี 2016 นั้น Volkswagen มียอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งหมดได้สูงเป็นประวัติศาสตร์จากทั่วโลกถึง 10.3 ล้านคัน ซึ่งจากยอดขายดังกล่าวพวกเขาได้กระโดดแซงหน้า Toyota ที่มียอดขายรถยนต์จากทุกยี่ห้อในเครือรวมไปถึงยี่ห้อ Hino และ Daihatsu อยู่ที่ 10.2 ล้านคัน เท่านั้น แม้ว่าจากข่าวอื้อฉาวดังกล่าวนั้นเป็นผลให้ Martin Winterkorn ในฐานะของซีอีโอ ต้องตัดสินใจลาออกอย่างไรก็ตามหากมองไปที่เรื่องของการเจริญเติบโตต้องบอกว่านี่คือบริษัทรถยนต์ที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมากๆ จากการที่เขานั่งแท่นเป็นผู้บริหารมาตั้งแต่ปี 2007 ในส่วนของยี่ห้อรถยนต์ภายใต้เครือ Volkswagen ก็ยังมียี่ห้ออื่นๆ รวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็น SEAT, Audi, Skoda รวมทั้งยี่ห้อรถหรูและรถสปอร์ตต่างๆ Porsche, Lamborghini, Bentley, Bugatti ยี่ห้อรถบรรทุกอย่าง Scania และยี่ห้อมอเตอร์ไซค์อย่าง Ducati

อีกเหตุผลที่ถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างยอดขายที่มาแบบก้าวกระโดดให้กับ Volkswagen ก็มาจากการเติบโตภายในตลาดของจีนที่มีอัตราเพิ่มสูงถึง 12.2% และนั่นยังแสดงให้เห็นว่าจีนเป็นตลาดรายใหญ่ที่สำคัญของ Volkswagen รวมถึงยี่ห้อรถหรูอย่าง Audi และ Porsche ซึ่งตรงจุดนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Volkswagen กลายเป็นยี่ห้อรถยนต์ที่มียอดจำหน่ายรวมกันทั่วโลกสูงที่สุด